Global searching is not enabled.
Skip to main content

Blog entry by Anuntapong Chuen-im

ป้องกันตัวเองอย่างไรไม่ให้เป็นเหยื่อฟิชชิ่ง ขโมยตัวตน

ป้องกันตัวเองอย่างไรไม่ให้เป็นเหยื่อฟิชชิ่ง ขโมยตัวตน

 

กลับมาอีกครั้งกับเรื่องราวเตือนภัยมิจฉาชีพจากมูลา ในบทความนี้เราจะพูดถึงเรื่องการฟิชชิ่ง (Phishing) ซึ่งเป็นรูปแบบการหลอกเอาข้อมูลส่วนตัวของเหยื่อมาใช้เพื่อประโยชน์ทางการเงิน และการขโมยตัวตน (Identity Theft)ของเหยื่อเพื่อเอาเงิน หรือเป็นเครื่องมือในการหลอกลวงคนอื่นต่อไป มาดูทบทวนความเข้าใจของเรื่องนี้ และมาดูกันว่าเราจะสามารถป้องกันตัวเองได้อย่างไรบ้าง โดยมูลาจะขอบอกเล่าเรื่องการฟิชชิ่งก่อนแล้วตามด้วยการขโมยตัวตนนะ  

 

ฟิชชิ่งคืออะไร  

ฟิชชิ่งคือรูปแบบการหลอกลวงที่มิจฉาชีพแอบอ้างเป็นหน่วยงาน องค์กร หรือบริษัทที่น่าเชื่อถือ แล้วติดต่อเราเพื่อหลอกเอาข้อมูลส่วนตัว ไม่ว่าจะเป็น รหัสผ่านบัญชีธนาคาร อีเมลและรหัสผ่าน เลขบัตรประจำตัวประชาขน เป็นต้น โดยใช้ช่องทางการส่งอีเมล สร้างเว็บไซต์ปลอม โทรศัพท์ หรือข้อความโทรศัพท์ในการติดต่อและขอข้อมูลส่วนตัวเหล่านี้จากเหยื่อ 

 

รูปแบบการฟิชชิ่งที่ควรรู้  

  1. อีเมลหรือเว็บไซต์แอบอ้าง 

มิจฉาชีพอาจส่งอีเมลที่ดูเหมือนหน่วยงานที่น่าเชื่อถือ เช่น ธนาคาร แอปฯช้อปปิ้งออนไลน์ หน่วยงานภาครัฐ มีเนื้อหาใจความให้เหยื่อคลิกลิงก์ เพื่อกรอกข้อมูลส่วนตัวของตนเองลงไป และอ้างเรื่องความฉุกเฉิน ความจำเป็นที่ต้องรีบดำเนินการให้เสร็จ หรืออาจจะมีเนื้อหาขู่ให้กลัวหรือตกใจ เช่น ถ้าไม่รีบดำเนินการ บัญชีธนาคารทั้งหมดอาจถูกอายัดหรือต้องขึ้นโรงขึ้นศาล เป็นต้น 

  1. โทรศัพท์ หรือข้อความทางโทรศัพท์ 

วิธีการคลาสสิกของบรรดามิจฉาชีพ คือการโทรศัพท์หาเหยื่อโดยตรง อ้างเป็นหน่วยงานที่น่าเชื่อถือเช่นกัน ก่อนแนะนำให้เราดาวน์โหลดโปรแกรมที่เป็นอันตราย หรือให้เราบอกรายละเอียดข้อมูลส่วนตัวที่บรรดามิจฉาชีพจะเอาไปใช้ประโยชน์ต่อได้ 

 

แบบไหนน่าสงสัย เข้าข่ายฟิชชิ่ง  

  1. อีเมลที่เราไม่รู้จักคนส่ง  

แม้ว่าข้อความ หรือเนื้อหาในอีเมลนั้นจะดูเหมือนมาจากคนที่เรารู้จักจริง ๆ ขอให้เพื่อน ๆ ตรวจเช็คชื่อผู้ส่งว่าเรารู้จักจริงหรือไม่ หรือเป็นอีเมลแปลก ๆ ที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ถ้าเป็นเรื่องที่หน่วยงานหรือองค์กรขอให้เราทำผ่านอีเมล เราควรตรวจเช็คกับองค์กรนั้นผ่านช่องทางอื่น ๆ เช่น สายด่วนของหน่วยงานนั้น ๆ หรือโซเชียลมีเดียที่ได้รับการยืนยันว่าเป็นของหน่วยงานนั้น ๆ อย่าให้ข้อมูลของเราไปง่าย ๆ จนกว่าจะมันใจว่าผู้ส่งอีเมลหาเราเป็นคนจริง และอย่าคลิกลิงก์หรือสิ่งที่แนบมา จนกว่าเราจะตรวจสอบยืนยันได้นะ  

  1.   เว็บไซต์ที่ให้ไปดำเนินการมีตัวสะกดไม่ถูกต้อง หรือดูไม่มีการอัพเดต  

ในกรณีที่อีกฝ่ายอ้างว่า ให้ไปดำเนินในเว็บไซต์ใดเว็บไซต์หนึ่ง สิ่งแรกที่เราเช็คได้คือ ชื่อเว็บไซต์ว่าตัวสะกดถูกต้องหรือไม่ หรือชื่อเว็บไซต์ดูแปลกไป ไม่เหมือนเว็บไซต์ที่เคยเห็น เช่น บางเว็บไซต์ที่ควรสะกดด้วยตัว  i”  อาจใช้เลข 1 หรือตัว  “l” แทน เพราะไม่สามารถมีชื่อโดเมนเว็บไซต์ตรงกับเว็บไซต์จริงได้ เป็นต้น  

  1. เว็บไซต์ที่มีหน้าป๊อป-อัพ (Pop-up page) 

ควรระวังเว็บไซต์ที่อยู่ดี ๆ ก็มีหน้าขึ้นมาให้เราใส่ข้อมูลส่วนตัว หรือชื่อบัญชีและรหัสผ่านเพื่อเข้าใช้งาน หากเป็นเว็บไซต์ของจริงที่เราเข้าใช้งานเป็นประจำ เราย่อมสังเกตได้ว่า วิธีการเข้าใช้งานเป็นแบบใด มีหน้าป๊อปอัพแบบนี้หรือไม่ พยายามเลือกเข้างานเว็บไซต์ที่มีการป้องกันการฟิชชิ่ง หรือหาทางยืนยันการเข้าใช้งานด้วยวิธีที่ยากขึ้น เช่น ให้เว็บไซต์ส่งรหัสผ่านเข้ามือถือของเราเพื่อยืนยันตัวตนอีกรอบ เป็นต้น  

 

 

การขโมยตัวตนคืออะไร  

วิธีการนี้คือการที่มิจฉาชีพขโมยข้อมูลส่วนตัวของเรา เพื่อเอาเงิน เช่น จากบัญชีธนาคาร บัตรเครดิตหรือบัตรกดเงินสด แอบอ้างทำเรื่องกู้ยืมเงิน หรือทำเรื่องผิดกฎหมาย เช่น  ซื้อซิมโทรศัพท์เพื่อการหลอกลวงคนอื่น หรือใช้บัญชีโซเชียลมีเดียในการหลอกเหยื่อคนอื่นต่อไป  

 

แล้วมิจฉาชีพเอาข้อมูลของเราจากที่ไหน  
อ้างอิงข้อมูลจากเว็บไซต์  Investopedia วิธีการที่มิจฉาชีพได้ข้อมูลส่วนตัวจากเหยื่อมีหลายรูปแบบ เช่น 

  1. หาจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกทิ้ง 

  1. แฮ็กข้าเครือข่ายคอมพิวเตอร์ในสำนักงาน 

  1. ใช้โปรแกรมมัลแวร์เพื่อเอาข้อมูลส่วนตัว 

  1. หาจากโซชียลมีเดีย  

  1. ใช้วิธีการฟิชชิ่งเพื่อเอาข้อมูลมาใช้ต่อ  

 

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าอาจถูกขโมยตัวตน 

ข้อนี้ก็ขึ้นอยู่กับว่ามิจฉาชีพจะเอาตัวตนของเราไปใช้ต่อในเรื่องอะไรบ้าง หากมีเหตุการณ์เกิดขึ้นกับเราตามตัวอย่างนี้ เพื่อน ๆ อาจต้องตรวจสอบให้ดีว่า มีโอกาสที่ข้อมูลใดของเราจะไปอยู่ในมือของมิจฉาชีพหรือไม่  

  1. มีรายการค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ใช้บนบัตรเครดิต 

  1. มีเจ้าหนี้โทรทวงถามหนี้ ทั้งที่ไม่ได้เป็นหนี้ 

  1. เช็คเด้ง  

  1. ไม่สามารถเข้าใช้งานบัญชีโซเชียลมีเดียได้ง่ายเหมือนเดิม  

  1. มีการแจ้งเตือนบัตรเครดิตใบใหม่ทั้งที่ยังไม่ได้สมัคร 

  1. มีคนในโซเชียลมีเดียทักมาด้วยว่า รู้จักหรือทำธุรกรรมการเงินร่วมกัน  

 

 

จะป้องกันโจรขโมยตัวตนได้อย่างไร  

  1. อย่าแชร์ข้อมูลทุกอย่างบนโลกออนไลน์ 

  1. พยามยามตั้งค่าบัญชีโซเชียลมีเดียให้รัดกุม ต้องมีการยืนยันตัวตนบนอุปกรณ์มากกว่า 1 อย่าง 

  1. ก่อนทิ้งเอกสารที่มีข้อมูลส่วนตัว หรือข้อมูลทางการเงิน ให้ขีดฆ่าหรือลบออกก่อน เพื่อไม่ให้ผู้อื่นนำไปใช้ต่อ  

  1. สังเกตความเคลื่อนไหวของบัญชีธนาคาร บัตรเครดิตหรือบัญชีโซเชียลมีเดียของเราเสมอ ๆ  

  1. ติดตามข่าวสาร รูปแบบการหลอกลวงด้วยการขโมยตัวตนอย่างต่อเนื่อง 

 

แน่นอนว่า มิจฉาชีพต้องหาทางหลอกเราได้แนบเนียนขึ้นทุกวัน ๆ แต่ถ้าเราใส่ใจกับการแชร์ข้อมูล ความเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้น รวมทั้งข่าวสารเรื่องมิจฉาชีพอย่างต่อเนื่อง ก็เชื่อว่า ชาวมูลาทุกคนจะสามารถป้องกันตัวเองจากภัยฟิชชิ่งและภัยการขโมยตัวตนนี้ไปได้ 

 

 

ขอบคุณข้อมูลจาก 

 

บทความ: MULA Learning
รูปประกอบ: MULA Learning  

 

 

  • Share