30
Octoberสัญญาณอันตรายเรื่องเงิน ฉบับคนมีคู่
ไม่ใช่แค่เรื่องการดูแลหรือการเคารพซึ่งกันและกันจะเป็นเรื่องสำคัญในชีวิตคู่ การเงินเป็นอีกหนึ่งเรื่องที่เป็นพื้นฐานให้ชีวิตของคู่รักอยู่ด้วยกันไปได้ตลอดรอดฝั่ง แม้ว่าเราจะจัดการการเงินของตัวเองได้ดีขนาดไหนก็ตาม หากคู่ชีวิตของเรามีปัญหาทางการเงินที่แก้ไม่ได้ก็อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์ได้ แต่กว่าจะไปถึงตรงนั้น เราอาจมองเห็นสัญญาณเตือนเรื่องการเงินของคู่ชีวิตที่เราควรระวังหรือสังเกต เพราะจะได้หาทางแก้ไขปัญหาร่วมกันก่อนที่จะทำให้ความสัมพันธ์ต้องสะดุดลง บทความวันนี้ของมูลาพามาดูสัญญาณเตือนเรื่องการเงินของคนมีคู่ว่ามีอะไรบ้าง และเราจะจัดการอย่างไร
สัญญาณเรื่องเงินในชีวิตคู่ที่พบบ่อย
เชื่อว่า หลายบ้านที่คู่รักตกลงปลงใจอยู่ร่วมกันมีวิธีการจัดการเงินที่ต่างกัน แม้ว่าจะมีบัญชีกลางหรือเงินกองกลางที่ทั้งสองฝ่ายแบ่งมาเพื่อใช้จ่ายในบ้าน แต่ก็ยังมีส่วนที่แต่ละคนดูแลและจัดการเป็นส่วนของตนเอง สัญญาณเตือนเรื่องการเงินที่มูลารวบรวมมาให้นี้มีทั้งเป็นเรื่องเงินส่วนกลาง และเงินส่วนตัวของแต่ละฝ่าย
1. ไม่ยอมคุยเปิดอกเรื่องการเงิน
หลายคนเชื่อว่า เมื่อเราตกลงกันแล้วว่าใครรับผิดชอบค่าใช้จ่ายอะไร ต้องจัดสรรเงินกองกลางอย่างไรเท่าไหร่แล้ว ก็ไม่จำเป็นต้องบอกเล่าเรื่องการเงินทุกอย่างกับคู่ชีวิต ซึ่งอาจจะไม่ถูกต้องทั้งหมด คนมีคู่สามารถคุยเรื่องการเงินในหลายแง่มุมได้ เช่น มีค่าใช้จ่ายที่ไม่เกี่ยวข้องกับในบ้านอย่างไร มีแผนการใช้จ่ายเงินอย่างไรในระยะสั้นหรือยาว มีเงินเก็บเท่าไหร่อย่างไร กรณีฉุกเฉินมีเงินเก็บสำรองหรือไม่ มีประกันชีวิตหรือประกันอุบัติเหตุอื่นใดไหมที่ช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายในบ้านในกรณีที่เกิดเหตุไม่คาดฝัน เพื่อให้อีกฝ่ายเข้าใจสถานะทางการเงินที่แท้จริงของเรา หรือเตรียมแผนสำรองในกรณีที่การเงินติดขัดได้
2. มีพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงทางการเงิน (เล่นพนัน ใช้จ่ายตามอารมณ์)
เพื่อน ๆ ย่อมรู้ดีว่า คนที่เราใช้ชีวิตอยู่ด้วยนั้นมีพฤติกรรมทางการเงินอย่างไร และพฤติกรรมทางการเงินนั้นส่งผลดีหรือร้ายต่อสภาพคล่องทางการเงินในบ้านหรือไม่ ยกตัวอย่างพฤติกรรมสุ่มเสี่ยงทางการเงิน เช่น การติดพนัน การใช้จ่ายตามอารมณ์เสมอ การใช้จ่ายเกินรายได้ การใช้บัตรเครดิตเต็มวงเงินและสามารถชำระคืนได้แต่ขั้นต่ำเท่านั้น พฤติกรรมที่เกิดขึ้นต่อเนื่องเหล่านี้ หากคู่ชีวิตของเราไม่สามารถจัดการได้ดีมากพอ ก็อาจจะกระทบกับเราได้อนาคตได้
3. ควบคุมการใช้จ่ายของอีกฝ่ายจนเกินพอดี
บางบ้านมอบหมายให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งเป็นผู้คุมเงินทั้งหมดในบ้าน การควบคุมค่าใช้จ่ายไม่ให้มากเกินไปก็เป็นเรื่องดีอยู่หรอก แต่ก็มีเคสที่คนกุมนั้นควบคุมอีกฝ่ายจนเกินพอดี แบ่งเงินให้อีกฝ่ายใช้จ่ายน้อยเกินไป น้อยจนไม่สามารถใช้จ่ายในชีวิตประจำวันได้ ซึ่งจะทำให้อีกฝ่ายเกิดความเครียด รู้สึกกดดันและทำให้ความสัมพันธ์มีปัญหาก็เป็นได้ อีกอย่างหากเราให้ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งคุมเงินอย่างเบ็ดเสร็จแล้ว เราจำเป็นต้องตกลงร่วมกันว่า เงินจะแบ่งออกไปทำประโยชน์อย่างไรบ้าง เป็นสัดส่วนเท่าไหร่ มีเงื่อนไขอะไรบ้างที่เราจะใช้เงินก้อนต่าง ๆ ได้บ้าง และเราต้องตรวจสอบได้ว่าเงินที่ให้คนใดคนหนึ่งจัดการถูกนำไปใช้ที่ไหนอย่างไร
4. หยิบยืมคนรอบข้างเป็นประจำ
มูลาเข้าใจดีว่า เราอาจจำเป็นต้องหยิบยืมเงินของคนอื่นเมื่อเราขาดสภาพคล่องหรือจำเป็นต้องใช้เงินจริง ๆ แต่การที่ใครหยิบยืมคนอื่นบ่อยครั้งนั้นสะท้อนให้เห็นว่า เขาไม่สามารถจัดการการเงินของตัวเองได้อย่างดี ไม่ได้ทำความเข้าใจสถานะทางการเงิน หรือไม่มีการวางแผนทางการเงิน ในอนาคต ถ้าพฤติกรรมเหล่านี้มีอีกเรื่อย ๆ เผลอ ๆ เราอาจจะต้องช่วยเหลือปิดหนี้ให้คู่ชีวิตอยู่บ่อย ๆ นะ
5. ไม่มีการวางแผนการเงินในอนาคตร่วมกัน
การอยู่ร่วมกันไม่ใช่แค่การใช้ชีวิตในหนึ่งวันไปด้วยกัน หากแต่เป็นการตั้งใจใช้ชีวิตระยะยาวกับคนที่เรารัก ซึ่งอย่างไรก็ต้องใช้เงิน ดูว่าคู่ของเราหลีกเลี่ยงหรือไม่ยอมคุยเรื่องอนาคตทางการเงินร่วมกันหรือไม่ หรือหากมีเป้าหมายระยะสั้นหรือยาวแล้ว มีการวางแผนทางการเงินเพื่อให้ไปถึงเป้าหมายนั้นร่วมกันหรือไม่ เช่น วางแผนเก็บเงินเพื่อไปเที่ยวต่างประเทศ วางแผนเก็บเงินซื้อบ้านหรือรถ เป็นต้น นอกจากจะวางแผนกันแล้ว หมั่นเช็คด้วยว่า ทั้งเราและคู่ชีวิตยึดเป้าหมายและทำตามแผนร่วมกันจริง ๆ หรือไม่
6. มีประวัติทางการเงินหรือการทำงานที่ไม่ดี
นอกจากพฤติกรรมทางการเงินที่เราเห็นในปัจจุบันแล้ว เรารู้หรือไม่ว่าก่อนหน้านี้คู่ชีวิตมีประวัติทางการเงินอย่างไร เช่น เคยติดหนี้หลักล้าน ล้มละลาย หรือทำงานได้แปบเดียว ก็เปลี่ยนงานหรือลาออกซะงั้น แต่มูลาไม่ได้บอกให้เราเลิกคบใครเพราะประวัติทางการเงินหรอกนะ หากเราได้พูดคุยเรื่องสาเหตุว่า เหตุการณ์ที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากอะไร ได้บทเรียนหรือวิธีการแก้ปัญหานั้นแล้วหรือไม่ ซึ่งถ้าคู่ของเราตกผลึกและสามารถเปลี่ยนแปลงตัวเองให้ดีขึ้นได้ นั้นก็แปลว่าเหตุการณ์ที่ผ่านมาอาจเป็นเพียงความผิดพลาดครั้งหนึ่งเท่านั้น
แก้ปัญหาเรืองเงินอย่างไรไม่ให้กระทบความสัมพันธ์
- พูดคุยเรื่องเงินอย่างตรงไปตรงมา
การเปิดอกพูดคุยเรื่องการเงินไม่จำเป็นต้องทำเพียงครั้งเดียวก่อนใช้ชีวิตร่วมกัน แต่สามารถขอพูดคุยกันเป็นระยะ ๆ เพื่อให้เข้าใจสถานะทางการเงินในปัจจุบัน และใครมีหน้าที่รับผิดชอบในเรื่องอะไรเพื่อให้การใช้ชีวิตร่วมกันราบรื่น
- ดูว่าปัญหาทางการเงินหรือสัญญาณอันตรายทางการเงินแก้ไขได้หรือไม่ หรือใช้เวลาแก้ไขเท่าไหร่
หากเพื่อน ๆ รู้แล้วว่าคู่ชีวิตมีพฤติกรรมทางการเงินที่สุ่มเสี่ยง ดูว่าเราสามารถหาทางแก้ไข หรือวางแผนการแก้ไขร่วมกันได้หรือไม่ หากจะแก้ไขต้องให้สัญญากันได้ว่าจะแก้ไขในระยะเวลาเท่าไหร่ และจะกระทบกับสถานะทางการเงินของครอบครัวอย่างไรบ้าง
- วางแผนทางการเงินในอนาคตร่วมกัน
หลังจากนั้น ลองดูว่า เป้าหมายที่มีร่วมกันในอนาคต เราได้วางแผนเรื่องเงินเรียบร้อยแล้วหรือไม่ มีวิธีการใดบ้างที่ทำให้ทั้งคู่ไปถึงเป้าหมายร่วมกัน อาจเริ่มจากเป้าหมายระยะสั้น ๆ ก่อนได้ เพราะเมื่อทำได้จริงแล้ว ก็จะมีความเชื่อมั่นและทำเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้นหรือไกลขึ้นได้ง่าย
มูลาเชื่อว่า หากคนมีคู่มีความพยายาม ตั้งใจและช่วยกันดูแลเรื่องการเงินแล้ว ความเป็นอยู่ของครอบครัวและความสัมพันธ์นี้ก็จะเป็นไปได้อย่างราบรื่น มูลาเป็นกำลังใจให้เพื่อน ๆ ทุกคนนะ
ขอบคุณข้อมูลจาก
https://www.kiplinger.com/personal-finance/financial-red-flags-in-relationships
https://www.experian.com/blogs/ask-experian/financial-red-flags-to-watch-for-in-your-partner/
https://helloprenup.com/finances/6-potential-financial-red-flags-what-to-watch-out-for-in-a-partner/
https://www.moneyhub.co.nz/financial-red-flags-in-a-relationship.html
https://www.investopedia.com/articles/pf/09/marriage-killing-money-issues.asp
https://www.apa.org/topics/money/conflict
บทความ: MULA Learning
รูปประกอบ: MULA Learning